สเต็ปพัฒนาการด้านการพูด ยืน เดินของลูกน้อยที่พ่อแม่ควรรู้

เด็กในช่วงวัย 1-3 ปี กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยทารกสู่วัยเด็กเล็ก เด็กๆ ที่อยู่ในวัยนี้จะเป็นห้วงเวลาของการค้นพบสิ่งใหม่ๆ เนื่องจากเด็กวัยหัดเดินจะออกไปสำรวจโลกรอบตัวโดยใช้สองเท้านำทาง และมีพัฒนาการรุดหน้าจากเดิมที่เดินเตาะแตะก็จะเริ่มวิ่งอย่างคล่องแคล่ว ที่สำคัญยังแสดงทักษะความสามารถทางกายได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย พัฒนาการของลูกที่พ่อแม่ต้องให้ความใส่ใจและกระตุ้นให้ลูกได้มีความเชี่ยวชาญในการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพนั่นคือ พัฒนาการด้านการพูด การยืน การเดิน

…ลูกเริ่มยืนได้เมื่อไหร่ ?

ส่วนมากแล้วเด็กจะเริ่มยืนได้เมื่ออายุ 9 เดือนขึ้นไป และหลังจากที่เด็กเริ่มยืนได้ ก็จะค่อยๆ พัฒนาเป็นการเริ่มเกาะเก้าอี้ เกาะขอบโซฟา เกาะขาคุณพ่อคุณแม่แล้วเดิน แต่ยังเป็นการเดินที่ยังไม่คล่องตัว ทำให้ลูกต้องอาศัยการประคับประคองจากคุณพ่อคุณแม่ และเมื่ออายุเต็ม 3 ขวบลูกยืนได้อย่างถนัดทำให้สามารถเดินได้อย่างคล่องขึ้น

 

ในช่วงที่ลูกกังลังหัดยืน คุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการให้ลูกได้ ด้วยการพาออกไปนอกบ้าน และให้หัดยืน หัดเดินโดยมีคุณพ่อคุณแม่ประคองตัวลูกอยู่ด้านหลัง การกระตุ้นแบบนี้จะยิ่งช่วยให้ลูกสามารถพัฒนาการใช้ทักษะทางร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

…ลูกเริ่มเดินได้เมื่อไหร่ ?

พ่อแม่มักคุยกันเองว่า ลูกฉันอายุเพิ่งได้ 9 เดือนเริ่มเดินได้แล้วนะ … โอ๊ะ โอ อะไรจะเร็วขนาดนั้นใช่ไหมคะ แต่ความจริงแล้วเด็กจะเดินได้เร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัว ความกระตือรือร้นที่อยากจะใช้ร่างกายของเด็กเอง หรือแม่แต่การได้รับการกระตุ้นส่งเสริมจากพ่อแม่ รวมทั้งกรรมพันธุ์ ฯลฯ  แต่หากตามหลักพัฒนาการของเด็กแล้ว ส่วนมากเด็กจะเดินได้เมื่อย่างเข้า 12-15 เดือน สำหรับเด็กวัย 9 เดือนหากเริ่มเดินได้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เร็ว และพัฒนาการการเดินช้าสุดจะอยู่ที่ประมาณ 18 เดือนหรือมากกว่า ซึ่งตามหลักพัฒนาการเด็กแล้วถือว่าปกติ

 

พัฒนาการด้านร่างกายของเด็ก

…ลูกเริ่มพูดได้เมื่อไหร่ ?

พัฒนาการด้านพูดของเด็ก เป็นเรื่องที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ลุ้นกันมากว่า ลูกจะพูดคำแรกว่าอะไร ลูกจะเรียก พ่อ หรือ แม่ ก่อน …สำหรับพัฒนาการด้านการพูด  เด็กจะเริ่มหัดออกเสียงต่างๆ จากนั้นจะค่อย ๆ หัดพูดเป็นคำ (อาจพูดคำว่า “พ่อ” หรือ “แม่” ได้ตั้งแต่อายุ 9-10 เดือน) เมื่ออายุครบหนึ่งขวบ เด็กจะเริ่มเลียนแบบเสียงที่ได้ยิน เช่น เลียนเสียงของพ่อแม่ เสียงแมว ฯลฯ  และเมื่อลูกอายุได้ 2-3 ขวบ ก็จะสามารถเรียนรู้คำศัพท์เพิ่มขึ้นจาก 50 คำเป็น 300 คำ และสามารถพูดประโยคง่ายๆ ได้ เช่น “หนูไปด้วย”

 

…ความต้องการด้านโภชนาการของเด็กวัย 1-3 ปี

เพื่อเป็นการส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการโดยรวมและการทำกิจกรรมต่างๆ ของลูกวัยนี้ จำเป็นต้องได้รับพลังงานอย่างเพียงพอและสารอาหารครบถ้วนทุกชริด โดยเฉพาะโปรตีนที่มีกรดอะมิโนจำเป็นอย่างครบถ้วน ซึ่งเด็กจำเป็นต้องได้รับในรูปของ

โปรตีนโครงสร้าง ที่จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อใหม่เพื่อรองรับการเจริญเติบโต และพัฒนาการอย่างต่อเนื่องของลูก ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอ และได้รับความเสียหายเมื่อลูกหกล้ม มีแผลถูกบาด

โปรตีนทำงาน มีหน้าที่ผลิตฮีโมโกลบิน, ฮอร์โมน และเอ็นไซม์ รักษาระดับ blood osmolarity และสร้างสารสื่อประสาทและแอนติบอดี้

 

ความต้องการด้านโภชนาการของเด็กวัย-1-3-ปี

 

ซึ่งกรดอะมิโนจำเป็น (Essential amino Acid-EAA) เป็นส่วนประกอบหลักในโครงสร้างพื้นฐานของโปรตีน และเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายผลิตเองไม่ได้ และจำเป็นต้องได้รับจากอาหารที่ทานเข้าไปเท่านั้น สำหรับอาหารประเภทโปรตีนที่มีประโยชน์กับร่างกายของลูก ได้แก่ นม ไข่ ถั่วเหลือง และเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ ฯลฯ

 

 

ลูกน้อยจะเติบโตและมีพัฒนาการทางร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และมีประสิทธิภาพ ต้องมาจากการได้รับโภชนาการที่ถูกต้องอย่างเหมาะสมมาตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต ทั้งนี้ก็เพื่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีต่อไปในอนาคตนั่นเองค่ะ

 

 

พัฒนาการ “อารมณ์” และ “สังคม” ของวัยอนุบาล อยากให้แม่รู้ว่าสำคัญ

 

 

 

 

ข้อมูลอ้างอิง
ดร.เบนจามิน สป๊อก.คัมภีร์เลี้ยงลูก.
[Sassy_Social_Share]