5 ผลไม้หน้าร้อนที่ดีกับสุขภาพลูกวัย 6-12 เดือน

หน้าร้อนมาแล้ว สำหรับคุณแม่ที่มีลูกน้อยอายุ 6 เดือนขึ้นไป ฟันน้ำนมจะเริ่มขึ้น ทำให้ลูกมีทั้งอาการคันเหงือก และสนุกกับการบดเคี้ยวอาหารมากขึ้น และเพื่อช่วยให้ลูกบรรเทาอาการคันเหงือกและได้สุขภาพไปด้วยพร้อมกัน จึงแนะนำให้คุณแม่ลองให้ลูกทานผลไม้เหล่านี้ดูค่ะ

โชคดีเหลือเกินที่เมืองไทยเป็นเมืองร้อนที่อุดมสมบูรร์ไปด้วยผลไม้ราคาถูก เราจึงได้สารอาหารจากผลไม้ได้ง่ายๆ ครั้งนี้เราคัดเลือกผลไม้ที่หากินได้ในฤดูร้อนที่ทั้งมีรสชาติอร่อย และได้สารอาหารที่มีคุณค่ามาฝากกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ส้ม มมะม่วง ชมพู่ กล้วย และแตงโมมาฝากกันค่ะ

1.กล้วย

กล้วยเป็นผลไม้อันดับแรกๆเลยที่นิยมให้ลูกน้อย ตั้งแต่โบราณมาเมื่อเด็กเริ่มหย่านมแม่ก็มักจะป้อนกล้วยกัน (ในที่นีี้เราแนะนำให้เริ่มเมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป) เพราะเป็นผลไม้ที่หาง่าย ได้พลังงานสูงและราคาถูก  กล้วยเป็นผลไม้ที่เหมาะเป็นอาหารเสริมสำหรับเด็กเล็กเพราะเนื้อมีลักษณะนิ่ม ง่ายต่อการกินของลูกที่ยังไม่มีฟันหรือที่ฟันเพิ่งเริ่มขึ้น ในกล้วยยังอุดมไปด้วยเส้นใยและกากอาหาร และยังมีวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ธาตุเหล็ก ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโปแทสเซียม ธาตุแมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และวิตามินซี เป็นต้น

"โปแตสเซียม" ในกล้วยนั้นสูงมากที่สุดในบรรดาผลไม้ทั้งหมด เพราะในผลกล้วยสุก 100 กรัมนั้นมีสารโปแตสเซียมประมาณ 370 มิลลิกรัม ซึ่งโปแตสเซียมนี่เองจะช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองมากขึ้น อีกทั้งยังมีสารทริปโตเฟน (Tryptophan) ที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย ส่งผลให้เด็กมีอารมณ์ดี

 

2.แตงโม

หน้าร้อนแบบนี้แตงโมงคงเป็นอีกหนึ่งผลไม้ยอดฮิต ด้วยรสชาติและปริมาณน้ำที่ฉ่ำในเนื้อแดงโมง จึงเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่โดนใจเด็กๆเสมอ โดยเฉพาะเด็กๆ อายุ 8-10 เดือนที่กำลังคันเหงือกเพราะฟันขึ้น แตงโมแช่เย็นชิ้นเล็กๆ ช่วยบรรเทาอาการปวดเหงือกของลูกได้ อีกทั้งแตงโมยังมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ ได้อีกด้วย

แตงโมเป็นผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุอยู่ภายในมากมาย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล เส้นใย โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบีรวม วิตามินซี กรดโฟลิก แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และ สังกะสี  นอกจากนี้แตงโมยังมีมี “ไลโคปีน” (Lycopene) ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ และสาร กรดอะมิโน Citrulline ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตาอีกด้วย

 

3.ส้ม

รสชาติเปรี้ยวหวานแสนสดชื่นทำให้ "ส้ม" เป้นผลไม้แก้กระหายได้ดีในหน้าร้อนจริงๆ หลายคนรู้จักแค่ว่าในส้มนั้นมี "วิตามินซี" สูงแต่รู้ไหมะว่าส้มนั้นยังมีสารอาหารอีกมากมายเลย ไม่ว่าจะเป็น เส้นใบ วิตามินบีรวม โคลีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัสและโปเตสเซียมโดยเฉพาะเบตาแคโรทีนที่มีสูงมาก โดยผลส้มสด 100 กรัม จะมีเบตาแคโรทีน 82 ไมโครกรัม และวิตามินซี 50 มิลลิกรัม ส้ม 1 ผลโดยทั่วไปจะมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 140 กรัม ก็เท่ากับว่าส้ม 1 ลูกมีวิตามินซี 70 mg. และมีเบตาแคโรทีน 115 mcg. นั่นเอง กินเคล็ดลับอีกอย่างคือต้องกินทันทีภายใน 10 นาที เพื่อให้ลูกจะได้รับวิตามินอย่างเต็มที่

สำหรับเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนการให้ดื่มน้ำส้มนั้นควรจะผสมน้ำเปล่าไปด้วยในปริมาณครึ่งต่อครึ่ง ทั้งนี้เพื่อลดการระคายเคืองสำหรับเด็ก เพราะส้มนั้นจะมีรสชาติเข้มข้น และการผสมน้ำก็เป็นอีกวิธีสำคัญที่ทำให้เด็กไม่ติดกินหวานได้ดีอีกด้วย เมื่อเด็กโตกว่านี้จึงสามารถให้น้ำส้มสดได้

 

4.ชมพู่

เป็นผลไม้หน้าร้อนที่น่ากินอีกอย่าง ชมพูสีแดงนั้นโดดเด่นที่สารอาหารมากมาย อาทิวิตามินเอ วิตามินบี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก โปรตีน และไลโคพีนไลโคพีน (Lycopiene)ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันโรคมะเร็ง ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบขับถ่ายอีกด้วย

 

 

5.มะม่วงสุก

ถือเป็นสัญลักษณ์ของหน้าร้อนเลยก็ว่าได้ มะม่วง เป็นผลไม้ที่มีไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล และโซเดียมต่ำ และยังเป็นแหล่งอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์ วิตามินบี 6 วิตามินเอ รวมทั้งโพแทสเซียม แมกนีเซียม และสังกะสี นอกจากนี้ก็ยังมีเควอซิทิน (Quercetin) เบต้าแคโรทีน (Beta Carotine) กรดโฟลิก และ แอสตรากาลิน (Astragalin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

ถึงแม้จะไม่มีรสเปรี้ยวแต่มะม่วงก็จัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง จึงช่วยต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยบำรุงและรักษาสายตา เพราะอุดมไปด้วยวิตามินเอและเบตาแคโรทีน

ผลไม้สดในหน้าร้อนนี้ยังมีอีกหลายชนิดค่ะ ค่อยๆให้ลูกได้เรียนรู้รสชาติและเนื้อสัมผัสของผลไม้เพื่อให้เขาได้คุณค่าทางสารอาหารและฝึกพัฒนาการกล้ามเนื้อบดเคี้ยว นี่คือส่วนหนึ่งของการร่วมสร้าง "โภชนาการช่วงแรกของชีวิต" ที่คุณแม่สามารถสร้างได้ เพื่อสร้างสุขภาพดีและมีพัฒนาการที่สมวัยของลูกน้อยค่ะ

 

 

 

ที่มา

https://medthai.com

http://www.livestrong.com/article/91156-bananas-brain

http://www.healthline.com/health/parenting/watermelon-for-babies#2

http://www.organicfacts.net8

http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/2641/java-apple%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B9%88

[Sassy_Social_Share]