ภาวะโลหิตจางขณะตั้งครรภ์ จากการขาดธาตุเหล็ก!

ภาวะโลหิตจางขณะตั้งครรภ์ ปัญหาสุขภาพที่แทรกซ้อนขึ้นมาระหว่างตั้งครรภ์สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่คนท้องควรระวังและต้องให้ความสำคัญอย่างมาก นั่นคือในเรื่องของภาวะโลหิตจางขณะตั้งครรภ์ ที่มาจากการขาดธาตุเหล็ก เพราะผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับแม่ท้องคนเดียว แต่ยังจะส่งผลกระทบต่อทารกน้อยในครรภ์ด้วยเช่นกัน

ภาวะโลหิตจางขณะตั้งครรภ์ – โลหิตจางคืออะไร?

ภาวะโลหิตจางเนื่องจากการขาดธาตุเหล็กขณะตั้งครรภ์ (Iron-Deficiency Anaemia - IDA) ที่ผู้หญิงตั้งครรภ์ในหลายๆ คน มักจะประสบกับปัญหาสุขภาพนี้ และเพื่อให้แม่ท้องได้เข้าใจกันอย่างถูกต้อง เกี่ยวกับโลหิตจางว่าแท้จริงแล้วคืออะไร จึงได้สรุปมาให้ดังนี้

  • สภาวะที่มีเม็ดเลือดแดง (Red blood cell - RBC) ในร่างกายจำนวนน้อยเกินไป ซึ่งอาจทำให้ร่างกายขาดความสามารถในการลำเลียงออกซิเจนในระดับที่เหมาะสม
  • มีอาการ เช่น อ่อนเพลียผิดปกติ หายใจถี่ และภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง
  • โลหิตจางมักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดสารอาหารจำเป็น เช่น เหล็ก กรดโฟลิก หรือวิตามินบี 12 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลิตฮีโมโกลบินในไขกระดูก (ฮีโมโกลบิน เป็นส่วนประกอบของเลือดที่จับและลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปสู่เซลล์ทั่วร่างกาย ที่ซึ่งฮีโมโกลบินถูกนำไปใช้ในการผลิตพลังงาน)

 

ภาวะโลหิตจากขณะตั้งครรภ์ มีสาเหตุมาจากอะไร?

ภาวะโลหิตจางปัญหาแทรกซ้อนของสุขภาพแม่ท้องที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ ที่มีสาเหตุมาจากการขาดธาตุเหล็ก ในขณะตั้งครรภ์ปริมาณเลือดในร่างกายของคนท้องจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 50 ปริมาณเลือดที่ผลิตเพิ่มขึ้นก็เพื่อให้เพียงพอสำหรับตัวแม่ท้องเอง และก็เพื่อทารกในครรภ์  เลือดที่ผลิตเพิ่มขึ้นก็ถูกนำไปใช้มากขึ้นเช่นเดียวกัน จึงทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดง และฮีโมโกลบีนเจือจางลง ยิ่งโดยเฉพาะกับช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 และ 3 ร่างกายของแม่มีความต้องการธาตุเหล็กสูงขึ้นมากกว่าปกติ

 

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า โรคโลหิตจางเป็นภาวะที่ร่างกายมีจำนวนเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ น้อยกว่า ปกติส่งผลให้เจ็บป่วยง่าย เนื่องจากมีภูมิต้านทาน โรคต่ำกว่าคนปกติ หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ โลหิตจางจะเสี่ยงเกิดการคลอดก่อนกำหนด แท้งบุตร สูงกว่าหญิงตั้งครรภ์ทั่วไป และหาก ตกเลือดจากการคลอดอาจเสียชีวิตได้และยังมีผล ถึงพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กด้วยจากรายงานผลการตรวจสุขภาพประชาชนไทย

 

สาเหตุของโรคโลหิตจางส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 50 เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง กระทรวงสาธารณสุข ได้แก้ไขปัญหาโดยเน้นหนักให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจาง เช่น จ่ายยาเสริมธาตุเหล็กให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะ หญิงตั้งครรภ์ให้กินวันละ 1 เม็ด จนถึงหลังคลอด1

 

 

ภาวะโลหิตจางขณะตั้งครรภ์ ผลกระทบต่อสุขภาพของแม่และลูกน้อยในครรภ์ 

  • ผลลัพธ์ของการตั้งครรภ์ต่ำกว่ามาตรฐาน ที่อาจทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด และน้ำหนักตัวแรกเกิดของลูกต่ำกว่าเกณฑ์
  • ภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอด เช่น หัวใจล้มเหลว
  • ทารกมีธาตุเหล็กสะสมลดลงเมื่อแรกเกิด ภาวะนี้จะเพิ่มความเสี่ยงที่ลูกอาจเป็นภาวะโลหิตจาง และต้องเผชิญกับผลกระทบจากโลหิตจางที่จะตามมา เช่น มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่เด็กอาจมีความบกพร่องในพัฒนาการทางร่างกาย และสติปัญญาในระยะยาวและอย่างถาวร

ภาวะโลหิตจางขณะตั้งครรภ์

แม่ท้องที่มีภาวะโลหิตจากการขาดธาตุเหล็กขณะตั้งครรภ์ ควรดูแลอาหารอย่างไร?

1. เพิ่มการบริโภคอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งธาตุเหล็กในอาหารจะมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ

ธาตุเหล็กชนิดฮีม (Heme Iron) โดยมากพบในแหล่งอาหารจากสัตว์ รูปแบบนี้ดูดซึมโดยร่างกายได้ง่ายกว่า ตัวอย่างอาหารที่มีธาตุเหล็กชนิดฮีม เช่น เนื้อแดง (หมู วัว แกะ) ปลา หอย ไก่ และเป็ด

ธาตุเหล็กชนิดนันฮีม (Non-Heme Iron) ที่ร่างกายจะดูดซึมได้น้อยกว่าธาตุเหล็กชนิดฮีม ที่โดยมากจะพบในแหล่งอาหารจากพืช เช่น เมล็ดถั่ว ผลิตภัณฑ์จากถั่ว(เต้าหู้  เทมเป้) ไข่ ผัก ผลไม้แห้ง ถั่วเปลือกแข็ง และซีเรียลเสริมธาตุเหล็ก

 

2. เพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กชนิด non-heme ด้วยการบริโภคอาหารที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กในมื้ออาหาร

:: อาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี เช่น ฝรั่ง ส้ม มะละกอ มะม่วง มะเขือเทศ ผักบร็อกโคลี และพริก

:: เนื้อแดง เช่น เนื้อวัวและเนื้อหมู ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กชนิด non-heme ได้สูงถึง 4 เท่า

 

3. เพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กชนิด non-heme ด้วยการบริโภคอาหารที่มีสารยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กภายหลัง หรือระหว่างมื้ออาหารเท่านั้น ไม่แนะนำให้ทานพร้อมมื้ออาหาร

:: ชาและกาแฟมีกรดแทนนิก ซึ่งสามารถลดการดูดซึมธาตุเหล็กชนิด non-heme ได้ถึงครึ่งหนึ่ง และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมคุณแม่ท้องจึงควรจำกัดการดื่มชาและกาแฟ

 

4. เพิ่มปริมาณธาตุเหล็กสะสมระหว่างการตั้งครรภ์ด้วยอาหารเสริมธาตุเหล็ก และทานต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอีก 2-3 เดือน ในช่วงหลังคลอดลูก เพื่อทดแทนปริมาณธาตุเหล็กสะสมในร่างกายที่สูญเสียไประหว่างตั้งครรภ์

แน่นอนว่าการทานธาตุเหล็กสามารถทำให้คุณแม่ท้องเกิดผลข้างเคียงขึ้นได้ แต่ก็ไม่ถึงขั้นอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด เพียงแค่อาจมีอาการท้องผูก ซึ่งแนะนำให้คุณแม่เพิ่มการทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงๆ อย่างผักใบเขียว ผลไม้สดที่ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย และควรดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้นวันละ 8-10 แก้ว แต่หากอาการท้องผูกเป็นมากขึ้น ควรปรึกาแพทย์ที่ดูแลครรภ์อีกครั้งด้วยนะคะ

ภาวะโลหิตจากการขาดธาตุเหล็ก เพื่อลดอัตราการเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ คุณแม่ควรต้องดูแลอาหารการกินอย่างเหมาะสมทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อจะได้มีธาตุเหล็กสะสมอย่างเพียงพอและเพื่อเป็นการป้องกันภาวโลหิตจางที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนท้องทุกคนค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิง
1นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข. หญิงตั้งครรภ์เลือดจาง เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด. สำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ. www.thaihealth.or.th

[Sassy_Social_Share]