เรื่องจริงที่แม่อยากเล่า : แค่ตามใจปากก็ส่งผลต่อลูกแบบคิดไม่ถึง

ช่วงตั้งครรภ์เป็นช่วงที่คุณแม่ต้องดูแลทั้งสุขภาพและโภชนาการตัวอย่างอย่างมาก แต่ในบางครั้งด้วย “ความอยาก” อาหารบางชนิด ทำให้คุณแม่ก็ตามใจปากไปบ้าง ด้วยความคิดที่ว่า “แค่ชิมคงไม่เป็นไร” แต่หารู้ไม่ว่าส่งผลต่อลูกแบบคิดไม่ถึง โดยเรื่องนี้บอกเล่าจากประสบการณ์จริงของคุณแม่ท่านหนึ่งที่มาแบ่งปันเป็นอุทาหรณ์กับเราค่ะ

ชิมส้มตำปูปลาร้า เฉลี่ยอาหารเป็นพิษทุกไตรมาส!

"ส้มตำ" เป้นอาหารในใจของหลายๆคน คุณแม่คนนี้ก็เช่นกัน ทันทีที่ได้รู้ว่าตั้งครรภ์ลูกสาวคนที่ 2 คุณแม่ดีใจมากไม่ต่างไปจากท้องแรก ในช่วงตั้งท้องคนนี้คุณแม่อยากกินส้มตำปูปลาร้ามากเป็นพิเศษ อดใจไม่เคยไหวซักที แต่ทุกครั้งที่สั่งคุณแม่ก็ขอโอกาสแค่ชิม ซึ่งนั้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่อาหารเป็นพิษทุกไตรมาส! พอท้องเข้าเดือนที่ 7 คุณแม่ไม่เชื่อหมอ ชิมส้มตำปูปลาร้าอีก คราวนี้อาหารเป็นพิษหนักกว่าครั้งก่อนๆ จนต้องเข้าโรงพยาบาลและกินยาตามที่หมอสั่งถึง 5 วัน

อาการอาหารเป็นพิษที่เป็นบ่อยและเป้นหนักขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ภูมิคุ้มกันของคุณแม่เริ่มอ่อนแอและเป็นโรคต่างๆได้ง่ายขึ้น จะเห็นได้ว่าหากรับประทานอาหารอย่างถูกต้องตามโภชนาการ ก้ไม่ต้องห่วงว่าสุขภาพร่างกายจะเจ็บป่วยง่ายแบบนี้ และเรื่องราวเริ่มหนักขึ้นเมื่อคุณแม่เริ่มป่วยเป็นหวัด

เป็นไข้หวัดต่ออีก 2 สัปดาห์โดยไม่ไปหาหมอ และไม่ยอมพักผ่อน

คุณแม่เล่าให้ฟังต่อว่าพอหายจากอาหารเป็นพิษ ก็ตามมาป่วยด้วยไข้หวัดหลอดลมอักเสบ อีก 2 สัปดาห์ โดยไม่ได้กินยาและไม่ไปหาหมอ เพราะคิดว่าป่วยไข้หวัดธรรมดาไม่เป็นอะไรมาก ซึ่งช่วงที่ป่วยก็ไปทำงานปกติ จึงทำให้พักผ่อนน้อยเลยพลอยให้ลูกในท้องไม่ได้พักผ่อนไปกับแม่ด้วย หลังจากป่วยติดกันประมาณ 3 สัปดาห์ พอถึงกำหนดไปให้คุณหมอตรวจ หมอแจ้งอาการว่า ระบบการหายใจของลูกเริ่มหายใจเต้นแรงและเร็วผิดปกติ เด็กกลับหัวพร้อมที่จะคลอดแล้ว ซึ่งคุณหมอแจ้งว่าแม่ต้องพักผ่อนให้มากๆ เพราะมีแนวโน้มจะคลอดลูกก่อนกำหนด

เข้าเดือนที่ 8 เป็นไปตามที่คุณหมอคาดการณ์ ลูกเริ่มดิ้นๆ ทำท่าจะคลอดให้ได้ คุณแม่เริ่มมีอาการท้องแข็งถี่ๆ บ้างในช่วงเช้าบ้าง ดึกบ้างแล้วแต่วัน น้องอยู่ในท้องดิ้นแรงและดิ้นเก่งมากๆ จนทำให้รู้สึกเจ็บท้องมากขึ้น จนเข้าเดือนที่ 9 อัลตราซาวนด์พบว่าลูกดิ้นกลับหัวขึ้น ช่วงรอคลอดตามกำหนด 38 สัปดาห์ คุณแม่ก็ไปทำงานตามปกติ ต่อมาเริ่มเดินไม่ไหว เพราะท้องแข็งและเจ็บจี๊ดๆ เข้าใจว่าคือ อาการเจ็บเตือน หลังจากนั้นก็ลาพักผ่อนก่อนคลอดประมาณ 1 สัปดาห์ ไม่มีอาการใดๆ นอกจากก่อนคลอด 2 วัน ที่รู้สึกได้ว่าน้องดิ้นแรงผิดปกติ มีอาการคล้ายๆ คนชักกระตุกๆ คืนนั้นท้องแข็งถี่ๆ จนคิดว่าต้องผ่าคลอดก่อนแน่ๆ แต่เมื่อถึงวันคลอด..ก็คลอดได้ตามปกติ

 

ผลกระทบจากแม่สู่ลูกในท้องแบบที่คิดไม่ถึง

ในห้องคลอด..ทันทีที่พยาบาลอุ้มลูกมาให้ดูครั้งแรก เอ๊ะ! ทำไมตัวหนูดูซีดๆ ดำๆ คล้ำๆ ม่วงๆ ดูแปลกๆ แต่พอพยาบาลให้ออกซิเจนก็ตัวแดงปกติ แต่พอลูกไปถึงห้องเด็กอ่อนแค่ 10 นาที ก็เริ่มมีอาการหายใจไม่เป็นจังหวะ ตรวจวัดออกซิเจนในร่างกายมีแค่ 60-70 ซึ่งค่าปกติจะอยู่ที่ 98-100 หมอมาแจ้งว่าน้องมีอาการขาดออกซิเจน ปอดติดเชื้อ เพราะปอดไม่สามารถเคลียร์น้ำคร่ำได้ เสมหะลงปอด เนื่องจากออกซิเจนไม่พอไปฟอกปอด ปอดน้องยังทำงานไม่เต็มที่ ซึ่งอาการแบบนี้ส่วนใหญ่จะพบกับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด แต่นี่ลูกของแม่คลอดออกมาตามกำหนด

 

อาการปอดติดเชื้อของลูก และภาวะซึมเศร้าของแม่หลังคลอด

น้องมีอาการติดเชื้ออย่างรุนแรง ทำให้ตัวเหลืองเร็วและนาน ต้องส่องไฟอยู่ในตู้อบและมีอุปกรณ์ติดเต็มตัวไปหมดตั้งแต่วันแรกหลังหลอด คุณหมอช่วยรักษาอาการของน้องด้วยวิธีให้ออกซิเจนสอดท่อเข้าจมูก ให้ยาฆ่าเชื้อ ให้น้ำเกลือ วัดระดับออกซิเจนในร่างกาย และต้องประเมินอาการวันต่อวัน ต้องให้ยาฆ่าเชื้อจนกว่าจะไม่พบการติดเชื้อ เมื่อมีอาการดีขึ้นหมอก็ลองถอดออกซิเจน พบว่าลูกหายใจได้ดี เป็นจังหวะขึ้น แต่อัตราการเต้นของหัวใจก็ยังเร็วอยู่ และก็ยังบอกไม่ได้ว่าต้องรักษากี่วัน

หลังจากคุณแม่กลับมาพักฟื้นที่บ้านแล้ว รู้สึกได้เลยว่าตัวเองเศร้ามาก นั่งโทษตัวเองและร้องไห้ตลอด น้องเป็นแบบนี้ เพราะแม่เองที่ทำร้ายหนู แม่ไม่รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ทำให้น้องพักผ่อนน้อยไปด้วย จึงส่งผลให้ปอดน้องไม่แข็งแรง คิดว่าลูกจะรอดไหม อีกกี่วันลูกจะหาย เดินทางไปกลับหาลูกที่โรงพยาบาลทุกวัน เพื่อปั๊มนมให้ลูกกิน ในขณะที่ปั๊มนมก็นั่งร้องไห้ จนพยาบาลต้องมาช่วยปลอบว่าอย่าเครียด เดี๋ยวน้ำนมจะหดไม่พอให้ลูกกิน

ปัจจุบันน้องแคลร์รี่มีอายุได้ 2 เดือน และได้กลับบ้านแล้ว หลังจากอยู่ที่โรงพยาบาลในช่วงแรกคลอดนานถึง 14 วัน แต่ตอนนี้คุณแม่ก็ยังต้องคอยสังเกตดูอาการน้องเสมอ ถ้าเมื่อไหร่ที่น้องมีอาการครืดคราด มีเสมหะเยอะๆ ก็ต้องรีบพาไปพบคุณหมอ เพื่อเอ็กซเรย์ปอด เคาะปอดดูดเสมหะให้ยาฆ่าเชื้อ

ฝากถึงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์

เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากคุณแม่ที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ไม่ตามใจปากและใส่ใจเรื่องโภชนาการให้ดีที่สุดเพื่อลูกน้อยและตัวคุณแม่เอง หากแม่ท้องเป็นไข้ไม่สบายอย่านิ่งนอนใจคิดว่าจะหายได้เอง ควรไปหาหมอ ก่อนที่จะทุกอย่างจะส่งผลไปสู่ลูกในท้อง เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวแล้วถึงได้รู้สึกว่ามันปวดใจมาก จึงไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับลูกใครอีก

 

ที่มา

ไม่ดูแลตัวเองตอนท้อง ส่งผลต่อลูกมากกว่าที่คิด

[Sassy_Social_Share]