แม่ท้องต้องรู้ บวมแบบไหนอันตราย !!!

อาการบวมระหว่างต้งครรภ์นั้นเกิดขึ้นได้ และส่วนใหญ่ถือเป็นเรื่องปกติในระหว่างตั้งครรภ์ช่วงเดือนที่ 8 และ 9 คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝดหรือลูกน้อยในครรภ์มีน้ำหนักมากอาจจะเกิดก่อนหน้านี้ช่วยปลายไตรมาสที่สองก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกรณีที่การบวมจะเป็นเรื่องปกติ เราจึงมีข้อสังเกตมาฝากให้ดูด้วยว่าการบวมครั้งนี้อันตรายหรือไม่?

อาการบวมปกติเกิดจากอะไร

อาการบวมเป็นปฏิกิริยาทางธรรมชาติที่ร่างกายของเรากักเก็บน้ำในเนื้อเยื่อทำให้มีปริมาณของเหลวในร่างกายเพิ่มขึ้น อีกทั้งสารเคมีในกระแสเลือดที่เปลี่ยนไปก็ทำให้ร่างกายดูดซึมของเหลวในปริมาณที่มากขึ้นเช่นกัน

รวมถึงขนาดของมดลูกที่ใหญ่ขึ้นก็ทำให้กระดูกเชิงกรานกดทับเส้นเลือดดำใหญ่ที่ชื่อว่าเวนาคาวา (vena cava) ซึ่งอยู่ทางด้านขวาของร่างกาย ทำให้ไม่สามารถส่งเลือดจากบริเวณหลังช่วงล่างกลับไปที่หัวใจได้สะดวก โดยส่วนใหญ่เราจะรู้สึกบวมที่บริเวณข้อเท้าและเท้าหากต้องยืนหรือนั่งเป็นระยะเวลานาน บางคนอาจจะรู้สึกว่าแหวนที่สวมตามนิ้วมือคับ หรือมีอาการหน้าบวมร่วมด้วย

อาการบวมที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มักเกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ในระหว่างวัน เมื่ออากาศเปลี่ยนทั้งร้อนและเย็น อาการบวมก็จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวยิ่งจะทำให้คุณบวมได้มากขึ้น

 

shutterstock_389859445

 

บวม 3 แบบนี้อันตราย!!!

อาการบวม 3 แบบนี้ เป็นอาการบวมระหว่างตั้งครรภ์โดยมีภาวะแทรกซ้อน คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตว่าอาการบวมที่ผิดปกตินี้ด้วย เพราะอาจส่งผลร้ายต่อทั้งคุณและลูกน้อยได้

 

  1. อาการบวมที่มีความเจ็บปวดร่วมด้วย โดยเฉพาะบริเวณขา ถ้ามาพร้อมความเจ็บเมื่อไหร่ เป็นไปได้ว่าคุณแม่อาจจะโดน “เส้นเลือดขอด” เล่นงานเข้าแล้ว
  2. หากมีอาการบวมที่มาพร้อมกับอาการปวดหัวไมเกรน หรรืการปวดหัวยาวนานที่ไม่หายไปสักที การมองเห็นภาพเบลอ และมองแสงจ้าไม่ได้ แสบตามเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดด  เป็นไปได้ว่าคุณแม่อาจจะเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ (Pregnancy-induced Hypertension หรือ Pre-eclampsia
  3. อาการบวมร่วมกับการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก อาจเป็นอาหารหนึ่งของโรคหัวใจ ห้ามนิ่งนอนใจเด็ดขาดให้รีบไปโรงพยาบาลหรือติดต่อแพทย์โดยด่วนค่ะ

กินเค็มมากไป เสี่ยงตัวบวมระหว่างตั้งครรภ์

แม้เกลือไม่ใช่สารพิษ แต่ถ้ากินมากเกินไป ก็มีผลเสียจนกลายเป็นสารพิษได้เหมือนกันส่วนเรื่องที่ เกลือทำให้ตัวบวมได้นั้น เรื่องจริงก็คือว่าแม่ท้องมักจะมีภาวะตัวบวมอยู่แล้ว เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจนระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นและซึมซับน้ำไว้ที่เนื้อเยื่อ เป็นเหตุให้ร่างกายบวมน้ำตามธรรมชาติ

การกินอาหารที่เค็มเกินไป หรือกินในปริมาณมากระหว่างตั้งครรภ์ เป็นสาเหตุให้ตัวบวมมากขึ้นได้เช่นกัน เนื่องจากเมื่อร่างกายมีโซเดียมสูงขึ้น น้ำในร่างกายต้องเพิ่มขึ้นเพื่อปรับสมดุลตามไปด้วย เนื้อเยื่อภายในและภายนอกก็มีน้ำเพิ่มขึ้นทำให้ตัวบวมมากขึ้นอีก นั่นหมายความว่าระดับเลือดก็จะสูงขึ้นด้วย เมื่อมีเลือดมากแล้ววิ่งผ่านไปที่เส้นเลือดอาจทำให้เลือดคั่ง มักพบปัญหาเรื่องโรคริดสีดวงทวารที่คุณแม่ชอบเป็นกัน อีกทั้งความดันโลหิตก็สูงตามมา เพราะหัวใจต้องสูบฉีดเลือดหนักขึ้นค่ะ

ปริมาณเกลือให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในการบริโภคทั้งในช่วงปกติและช่วงตั้งครรภ์ คือ 220 มิลลิกรัม หรือ 1/10 ของ 1 ช้อนชา ต่อวันเท่านั้นนะคะ

 

shutterstock_444260893

บวมได้ก็ลดได้

หากคุณแม่มีอาการบวมแบบปกติ การนอนตะแคงสามารถช่วยลดน้ำหนักที่กดทับกระดูกสันหลังได้ แต่เมื่อเส้นเลือดดำใหญ่ที่ชื่อว่าเวนาคาวา (vena cava) อยู่ทางด้านขวาของร่างกาย ดังนั้นการนอนตะแคงซ้ายจึงเป็นตัวเลือกที่ดี นอกจากนี้ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อเพื่อลดความบวมในช่วงตั้งครรภ์มาฝากกันด้วยค่ะ

 

• ยกขาสูงทุกครั้งที่ทำได้ หากอยู่ที่ทำงานก็ควรหาเก้าอี้ หรือกล่องอะไรก็ได้มาหนุนให้ขาสูงขึ้น
• หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง
• เปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ เพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นตลอดจนยืดขาโดยให้ส้นเท้าแตะพื้นก่อน แล้วค่อย ๆ เหยียดปลายเท้าเพื่อให้กล้ามเนื้อน่องผ่อนคลาย จากนั้นก็ขยับนิ้วเท้าไปมา
• ไม่ควรใส่ถุงเท้าที่รัดแน่น
• ควรเลือกรองเท้าที่สวมใส่สบายและรองรับการขยายตัวของเท้า
• ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อให้ร่างกายเก็บน้ำน้อยลง
• รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มซึ่งจะทำให้คุณขาดน้ำได้
• ใช้ผ้านวม ผ้าห่ม หรือหมอนใบใหญ่วางซ้อนกันที่ปลายเตียงเพื่อหนุนให้เท้าสูงขึ้น เวลานอนพลิกตัวปลายเท้าก็ยังคงอยู่สูงกว่าระดับหัวใจ
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (แบบเบา ๆ ) เช่น เดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานอยู่กับที่

 

ที่สำคัญคืออย่ากังวลจนเกินไปค่ะ  เพราะความกัวลนั้นส่งต่อถึงเจ้าตัวเล็กด้วย และเมื่อคลอดลูกแล้ว อาการบวมแบบรี้จะหายไปเองค่ะ

 

ที่มา

www.todaysparent.com/pregnancy

women.kapook.com

5 อาการยอดฮิตช่วงท้องไตรมาส 3

[Sassy_Social_Share]