การเจริญเติบโต และพัฒนาการของหนูวัย 1-3 ปี

ช่วงวัย 1-3 ปี เป็นอีกช่วงที่สำคัญของลูก เพราะเป็นช่วงทีพัฒนาการทุกด้านของลูกเปลี่ยนผ่านจากวัยทารกไปสู่วัยเด็กเล็ก หรือวัยเตาะแตะ (Toddler) ทั้งสมองและร่างกายของลูกนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงนี้ ส่งผลถึงพัฒนาการอน่างรอบด้านด้วย จึงเป็นช่วงที่เป็นช่วงทองของการส่งเสริมพัฒนาการให้กับลูกอีกช่วงหนึ่งเลยทีเดียว

 

 

พัฒนาการทางร่างกาย

ในวัยนี้เป็นห้วงเวลาแห่งการค้นพบสิ่งใหม่ๆ เนื่องจากเด็กวัยหัดเดิน สำรวจโลกรอบตัวโดยใช้สองเท้านำทาง พัฒนาการรุดหน้าจากเดินเตาะแตะเป็นวิ่งอย่างคล่องแคล่ว แสดงทักษะความสามารถทางกายได้อย่างน่าทึ่ง ก้าวสำคัญของการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางร่างกาย ลูกวัยหัดเดินเติบโตทั้งความสูงและน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง โดยมีพัฒนาการหลักๆ 2 กลุ่มในส่วนของกล้ามเนื้อมัดใหญ่เช่น ขา ร่างกายส่วนกลาง และพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น แขนและนิ้วมือ

พัฒนาการในส่วนกล้ามเนื้อมัดใหญ่จะพัฒนากได้มากขึ้น ในช่วง 1-3 ปี จึงเป็นช่วงที่เหมาะกับการเสริมพัฒนาการให้ร่างกายของลูกแข็งแรงด้วยการให้ลูกได้มีพื้นที่ในการสำรวจสิ่งต่างๆกว้างขึ้น เล่นนอกบ้านมากขึ้น สิ่งที่ลูกทำได้จะค่อยๆ เพิ่มการเคลื่อนไหวมากขึ้น เช่น  เดินได้ด้วยตัวเอง, ลาก/ถือของเล่นขณะกำลังเดิน, ปีนป่ายขึ้นลงบันไดโดยใช้มือเกาะราวบันได, ก้มโค้งแล้วยืดตัวตรง
จากนั้นจะเริ่มวิ่ง  เดินถอยหลัง กระโดดขาเดียว ปีนบันไดได้คล่องแคล่วโดยก้าวเท้าสลับกันขณะขึ้นลง ก้มโค้งได้อย่างสบายโดยหน้าไม่คะมำ วิ่งและกระโดดอย่างคล่องแคล่ว

พัฒนาการในส่วนของกล้ามเนื้อมัดเล็กจะเริ่มในช่วง 2-3 ปี สิ่งที่ลูกทำสิ่งต่างๆที่ใช้นิ้วมือและแขนได้ดีขึ้น เช่น ขีดเขียนด้วยสีเทียนแบบไก่เขี่ย  พลิกกล่องเพื่อเทของออกมา  ต่อบล็อกสูงอย่างน้อย 4 ชิ้น  พลิกเปิดหน้าหนังสือ  เปิดตู้ ลิ้นชัก และกล่อง ใช้ช้อนตักอาหารป้อนตัวเอง  จับสีเทียนได้แน่นขึ้น ใช้กรรไกรตัดกระดาษได้ ชูมือเหนือศีรษะแล้วโยนลูกบอล  เปิดประตู ถือแก้วน้ำมือเดียว
ใส่รองเท้า (ยังไม่ผูกเชือกรองเท้าเอง)

 

พัฒนาการทางอารมณ์

พัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กวัยเตาะแตะนั้น อารมณ์โกรธเป็นอารมณ์ที่พบได้บ่อย เนื่องจากเด็กมักใช้เป็นข้อเรียกร้องเพื่อให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ และเขายังสื่อสารเพื่อบอกความต้องการของตนเองได้ไม่ดีนัก เราจึงพบพฤติกรรมร้องอาละวาดได้บ่อยในเด็กวัยนี้ อาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น กัด เตะ และทุบตีพ่อแม่ พี่น้อง หรือเด็กคนอื่น มักแสดงความรู้สึกอิจฉาและความเป็นเจ้าของ เช่น อิจฉาน้องนั้นก็พบได้ เพราะเมื่อเด็กโตถึงช่วงวัยนี้พ่อแม่ก็มักอยากจะมีน้องให้กับลูก พอมีน้องใหม่พ่อแม่ก็หันไปสนใจน้องใหม่แทนตัวเขา เด็กอาจแสดงอาการอิจฉาน้องโดยมีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ เช่น ดูดนิ้ว ปัสสาวะราด ถ้าคุณพ่อคุณแม่เข้าใจ เตรียมเด็กล่วงหน้าก่อนที่จะมีน้อง ก่อนพาน้องกลับบ้านและแสดงให้เขารับรู้ว่าพ่อแม่ยังรักและสนใจเขาอยู่เหมือนเดิม ให้เขาได้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงน้อง ปัญหาเหล่านี้ก็จะลดน้อยลงจนหายไป อีกอารมณ์ที่พบได้บ่อยคือ แสดงความวิตกกังวลเมื่อต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ จึงไม่ต้องแปลกใจหากต้องพาลูกเข้าเรียนอนุบาลหรือเนิร์ดเซอรี่ที่จะเห็นเด็กๆกระจองอแงเสมอ

 

Fotolia_81666677_Subscription_Monthly_M

พัฒนาการทางสังคม

สำหรับเด็กๆ แล้วพัฒนาการทางสังคมนั้นเกิดขึ้นจากสังคมแรกนั่นคือ "ครอบครัว" ครอบครัวมีความสำคัญต่อเด็กที่จะส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เนื่องจากเด็กเรียนรู้สังคมจากผู้เลี้ยงดูที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะแม่ เพราะสัมผัสแรกที่ได้รับจากการโอบอุ้มของเด็กส่งผลต่อความรู้สึก เด็กจะเรียนรู้ที่จะตอบสนองจากพฤติกรรมสัมผัสทั้งทางบวกและทางลบ ต่อมาเมื่อเด็กเติบโตขึ้น รู้จักที่เข้ากลุ่ม เด็กจะเห็นพฤติกรรมเพื่อนหรือผู้อื่น การเล่นจะเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ทางสังคมของเด็ก พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูสามารถส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้ เด็กเปลี่ยนแปลงจากการพึ่งพาผู้อื่นในวัยทารกมาสู่การพึ่งพาตนเอง อยากจะทำอะไรต่างๆด้วยตนเองมากขึ้น เริ่มยอมรับกฎเกณฑ์ของสังคม แม้จะมีความเป็นตัวของตัวเองจนดูเหมือนดื้อ ต่อต้าน แต่พฤติกรรมนี้ก็จะอยู่ไม่นาน เนื่องจากเด็กจะเริ่มเรียนรู้ว่าการทำอย่างนี้พ่อแม่หรือคนอื่นไม่ชอบ"

 

พัฒนาการทางด้านสติปัญญา

จากการที่ประสาทสัมผัสของลูกจะพัฒนาดีขึ้น ทำให้ทุกครั้งที่ลูกมองเห็น ได้ยิน และสัมผัสสิ่งใหม่ๆ ดมกลิ่นแปลกใหม่ และลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ  หรือหวนนึกถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา เซลล์สมองของลูกเชื่อมโยงกันอย่างสับสนวุ่นวายและจัดระบบการเชื่อมโยงใหม่อย่างรวดเร็วการมีปฏิกิริยาต่อกันเช่นนี้ช่วยให้ลูกสามารถพัฒนาทักษะด้านสติปัญญาได้อย่างรวดเร็ว

ในช่วงนี้สมองของเด็กจะมีการเติบโตมากขึ้น จึงทำให้เด็กสามารถเรียนรู้เรื่องที่มีความซับศ้อนมากขึ้นได้ สมองในส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อก็ทำงานได้ดีขึ้นจำสามารถทำกิจกรรมต่างๆได้ดีขึ้น ช่วงนี้เป็นช่วงที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการพัฒนาภาษษและการสื่อสาร เด็กจะเริ่มเข้าใจคำพูดได้ดีขึ้น และพยายามสื่อสารกับพ่อแม่มากขึ้น  เริ่มพูดเป็นประโยค 2-3 คำได้ เด็กจะเริ่มเริ่มเข้าใจแนวความคิด (concept) จำนวนในแบบคร่าวๆได้ เช่น “มีอันเดียว” และ “มีจำนวนมาก”  เข้าใจสิ่งที่ตรงกันข้าม เช่น ใหญ่และเล็ก ขึ้นและลง เริ่มรู้จักสีบางสี เริ่มรู้จักแยกแยะและแสดงความสนใจในสี รูปร่าง และขนาดต่างๆเรียกชื่อสิ่งของได้หลายอย่าง เริ่มเข้าใจเหตุผลและแก้ปัญหาง่ายๆ ได้ จึงเป็นช่วงสำคัญที่ควรส่งเสริมสติปัญญาของเด็ก ทั้งผ่านกิจกรรมประจำวัน เช่น การเล่น หรือสอดแทรกไปกับนิทาน หนังสือที่อ่านให้ลูกฟัง

 

พัฒนาการของลูกนั้นจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องเริ่มจากทางร่างกายเป็นหลัก โดยเริ่มจากเมื่อเด็กเดินได้ เขาก็จะเริ่มเรียนรู้ และสำรวจโลกภายนอก ช่างคิด ช่างซักถาม พัฒนาการทางด้านร่างกายที่ดีจึงเป็นต้นทางของพัฒนาการอื่นๆ ตามมา

[Sassy_Social_Share]