“วัคซีน” ก่อนตั้งครรภ์นั้นสำคัญอย่างไร

สำหรับว่าที่คุณแม่ การดูแลสุขภาพตัวเองให้พร้อมรับสมาชิกใหม่ เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ที่กินเวลายาวนานกว่า 9 เดือนนั้นร่างกายคุณแม่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเตรียมร่างกายให้แข็งแรงห่างจากโรคร้ายทั้งหลายจึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญ หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ “วัคซีน” ที่จะช่วยให้คุณแม่มั่นใจว่าโรคร้ายจะไม่มาทำลายเจ้าตัวเล็กอย่างแน่นอน เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าวัคซีนที่คุณแม่ต้องฉีดก่อนตั้งครรภ์นั้นมีอะไรบ้าง และสำคัญอย่างไร

 

วัคซีนสำคัญที่ควรฉีดก่อนต้งครรภ์ 

โดยปกติแล้วแพทย์จะสนับสนุนให้มีการฉีดวัคซีนชนิดที่เรียกว่า MMR วัคซีนป้องกันโรคหัด (Measles) หัดเยอรมัน (Rubella) คางทูม (Mumps) และอีสุกอีใส (Chicken Pox / Varicella) วัคซีนชนิดนี้มีความสำคัญมากต่อผู้หญิงที่เตรียมตัวจะตั้งครรภ์ และควรได้รับวัคซีนนี้ก่อนตั้งครรภ์ 3 เดือน ก่อนตั้งครรภ์ เพราะถ้าเกิดการติดเชื้อเหล่านี้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อแม่และทารกในครรภ์ได้

 

  • โรคอีสุกอีใส (Chicken Pox / Varicella)

จริง ๆ แล้วโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่ไม่ค่อยพบบ่อยในหญิงตั้งครรภ์ หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยมีผลข้างเคียงที่รุนแรงมาก อย่างไรก็ตาม แต่เราก็ไม่ควรมองข้ามมัน ศาสตราจารย์ Steve Field ซึ่งเป็นประธานของ Royal College ของแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปกล่าวว่า โรคอีสุกอีใสสามารถยับยั้งการพัฒนาของสมองของเด็กในครรภ์ที่อายุครรภ์ 28 สัปดาห์ หรืออาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การเกิดโรคปอดบวม (pneumonia) ในแม่ที่ตั้งครรภ์ได้ แต่หากคุณแม่ไม่ได้รับวัคซีนและติดเชื้อโรคอีสุกอีใสก่อนที่จะตั้งครรภ์ ภูมิคุ้มกันของแม่จะช่วยปกป้องเด็กจากการติดเชื้อในช่วงสองถึงสามเดือนแรกหลังคลอดได้ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของแม่ถูกส่งผ่านไปยังลูกในครรภ์ผ่านทางรกและน้ำนมของแม่นั่นเอง

 

  • ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)

ไวรัสชนิดนี้เป็นไวรัสที่มีการติดเชื้อที่ตับ สามารถแพร่กระจายได้ด้วยการสัมผัสและการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้การสัมผัสของเหลวจากร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อ เช่น น้ำลาย ก็สามารถทำให้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ หากคุณตั้งครรภ์และติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสสามารถถูกส่งผ่านไปยังเด็กในครรภ์ในระหว่างการตั้งครรภ์หรือในช่วงที่คลอดลูกได้ การป้องกันคือ เด็กที่เกิดใหม่ควรได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดบีในทันทีที่คลอดออกมา การทำเช่นนี้จะทำให้คุณสามารถให้นมลูกน้อยเกิดใหม่ได้ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นพาหะของโรคก็ตาม

 

  • โรคหัดเยอรมัน (Rubella, German measles)

สำหรับคุณแม่แล้ว โรคหัดเยอรมันเป็นโรคที่ไม่ค่อยร้ายแรงมากนักและจะมีอาการอยู่เพียง 3 วัน อย่างไรก็ตาม มันอาจก่อให้เกิดปัญหาที่รุนแรงกับลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์เป็นอย่างมาก หากแพทย์วินิจฉัยพบว่าคุณเป็นโรคหัดเยอรมันในขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากลูกน้อยในครรภ์ของคุณสามารถติดโรคจากแม่ได้ถึงร้อยละ 90 ในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ โรคนี้อาจส่งผลทำให้เกิดโรคหัวใจแต่กำเนิด โรคต้อกระจก และทำให้เด็กตาบอดได้

"วัคซีน" ก่อนตั้งครรภ์นั้นสำคัญอย่างไร

 

 

  • โรคไข้หวัดใหญ่ ( Influenza)

ทุกคนควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ โดยฉีดกระตุ้นปีละครั้ง สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนชนิดนี้ และอยู่ในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดวัคซีนชนิดนี้ในขณะตั้งครรภ์ เพราะถ้าติดเชื้อในขณะตั้งครรภ์อาจเกิดอันตรายและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยวัคซีนชนิดนี้สามารถฉีดได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากเป็นวัคซีนชนิดตาย จึงไม่ก่อให้เกิดโรคได้เอง สามารถฉีดได้อย่างปลอดภัยทั้งก่อนตึ้งครรภ์ ขณะที่ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร และพบว่าทารกที่คลอดออกมา จะได้รับภูมิคุ้มกันชนิดนี้ติดตัวมาด้วยอย่างน้อยในช่วง 6-12 เดือนแรกหลังคลอด

 

ผลข้างเคียงหลังการฉีดวัคซีน

โดยทั่วไปแล้ว วัคซีนแต่ละชนิดจะมีความปลอดภัย และเกิดผลข้างเคียงน้อยมาก ที่พบได้ก็อย่างเช่น การเกิดรอยแดงบวมเล็กน้อยในบริเวณที่ฉีดวัคซีน อาจมีไข้ต่ำๆ หรือเกิดผื่นชนิดไม่รุนแรง หรือมีอาการปวดศีรษะ รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อยตามร่างกาย และหลังจากได้รับวัคซีนไปแล้ว ร่างกายคนเราต้องใช้เวลาในการสร้างภูมิคุ้มกันอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ จึงจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้

 

เนื่องด้วยคุณแม่แต่ละพื้นที่และช่วงเวลามีความเสี่ยงกับโรคต่างกัน วัคซีนที่ต้องฉีดอาจจะมีเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ หรือบางท่านอาจเคยได้รับวัคซีนบางชนิดมาแล้ว หรือเคยติดเชื้อมาแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันหรือไม่ อาจขอคำแนะนำจากแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายก่อน  ฉีดวัคซีนซ้ำไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด แค่เป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย แต่สำหรับวัคซีนที่มีราคาค่อนข้างแพง การฉีดวัคซีนจึงเป็นเสมือนเกราะป้องกันอีกหนึ่งชั้น เพื่อช่วยให้คุณแม่มั่นใจในสุขภาพมากขึ้น ให้ร่างกายพร้อมสำหรับเจ้าตัวเล็กต่อไป

 

ขอบคุณข้อมูลจาก th.theasianparent.com

[Sassy_Social_Share]